นี่คือหนังสือที่กำลังรอคอยเวลาเพื่อให้ฉันได้เปิดอ่าน

 

เป็นหนังสือเซ็ทล่าสุดที่ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ

ซึ่งฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะมีเวลาตั้งใจอ่านจริง ๆ จัง ๆ ได้เมื่อไหร่

เพราะหน้าที่การงานที่ไม่มีเวลาเอื้ออำนวยให้ฉันทำได้""

ตั้งใจว่าปลายเดือนจะลางานไปพักร้อนเกาะเสม็ด

เพื่ออ่านหนังสือ

ฉันว่าก็ดูเข้าท่าดีนะ


edit @ 12 Apr 2008 05:05:20 by The little black princess

ในที่สุดงานสัปดาห์หนังสือก็ผ่านพ้นไปแล้ว

ฉันรวบรวมหนังสือทุกเล่มที่ซื้อจากงานครั้งนี้มาแนะนำให้อ่านกันนะคะ

อาจมีหลายเล่มที่บังเอิญใจตรงกับหลาย ๆ คน

...

หนังสือ 2 ตั้ง บนโต๊ะนี้ คือ 2 ตั้งจากงานหนังสือ

ที่กำลังรอให้ฉันเปิดอ่าน

ส่วนนี่ ก็เป็นบางส่วนของสิ่งที่ฉันรักอีกอย่าง

โปสการ์ดนั่นเอง

งานนี้ ตระเวนซื้อโปสการ์ด แทบทุกบูธที่เขาขาย

อาจมีบางใบที่จะได้ส่งถึงใครบ้าง

สำหรับสิ่งนี้

เป็นสิ่งที่เห็นแล้ว ทำให้นึกย้อนวันเวลาไปสมัยเป็นเด็กประถมได้ดีทีเดียว

สมุดเล่มบาง ๆ   ที่ออกแบบปกสะท้อนให้เราย้อนวันเวลาไปเป็นเด็กอีกครั้ง

 

ส่วนอันนี้

เป็นสมุดบันทึกหน้าปกดอกลีลาวดี (ที่ฉันคลั่งไคล้)

ซื้อในวันสุดท้าย ขณะที่คนขายกำลังเตรียมเก็บบูธ

 

วันนี้ ให้ดูอะไรไปแค่นี้ก่อนนะคะ

เพราะเจ้าของบลอคกำลังจะหมดแรงสลบแล้ว

entry หน้า จะมาแนะนำกันทีละเล่มเลยค่ะ

วันนี้ ลอง ๆ หาดูในกองหนังสือ 2 ตั้งข้างบนกันก่อนนะคะ

ว่าเราใจตรงกันบ้างไหม

และเพื่อน ๆ อยากอ่านเล่มไหนกันบ้าง

เผื่อมีทีฉันซื้อมา จะเอามาแนะนำให้อ่านกันนะคะ

 

 

 

งานหนังสือ (1)

posted on 05 Apr 2008 03:31 by september29  in book

งานสัปดาห์หนังสือผ่านมาหลายวัน

จนใกล้จะจบงานอยู่ไม่กี่วันข้างหน้าแล้ว

ฉันมีโอกาสได้ไปตั้งแต่วันแรกที่งานยังไม่เปิดเป็นทางการ

วันที่สองก็ไป   และอีกสองสามวันถัดมาก็ไปอีก

 ...

ได้หนังสือกลับมามากมาย

ได้โปสการ์ดกลับมาจนหาที่เก็บยังไม่ได้

ได้สมุดจดบันทึกหลายเล่มที่ถูกใจ

ได้อะไรบางส่วนที่ตั้งใจซื้อเพื่อส่งไปให้เพื่อนบางคน

....

หนังสือหลายเล่มที่ซื้อมา

ด้วยความตั้งใจยิ่งยวด

หลายเล่มบังเอิญสบตาแรกพบก็หลงรัก ยังไม่ได้เปิดอ่านก็ต้องรีบซื้อ

อีกทั้งโปสการ์ดหลายใบที่ซื้อมา บางใบเคยซื้อไปแล้ว เคยส่งไปแล้ว

ก็ซื้อใหม่อีกครั้ง เผื่อได้ส่งอีกครั้ง

 สมุดบันทึกอีกหลายเล่ม

ที่ซื้อมา  ทั้งที่ยังไม่รู้ว่า จะจดบันทึกอะไรถึงใครอีกดี

พักหลัง แม้แต่เรื่องราวส่วนตัว ยังแทบจะหยิบมาบันทึกน้อยมาก

แต่เพราะชอบ  อย่างน้อยเก็บไว้เป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ ก็ยังได้

แต่น้อยคนนัก ที่จะได้ของขวัญจากฉันเป็นสมุดบันทึก

นอกจากเป็นคนพิเศษจริง ๆ

เพราะสิ่งนั้นเป็นอะไรทีหวงเอาการทีเดียว

....

จบงานหนังสือวันจันทร์

ฉันจะหยิบหนังสือ โปสการ์ด และสมุดบันทึกมาโชว์กันนะ

หวังว่าจะมีหนังสือดี ๆ หลายเล่ม ที่หลายคนคงใจตรงกับฉัน

 

 

ในวันที่ความรู้สึกเป็นทุกข์ผ่านเข้ามา

เพื่อทดสอบบางอย่างของสภาพจิตใจ

ฉันเอง ... รับรู้ได้เลยว่า

ไม่ได้เป็นคนเข้มแข็งอะไรเลย

ฉันอาจอ่อนไหว กับบางเรื่อง

และแข็ง (กระด้าง) กับบางเรื่อง

แต่ที่สุดแล้ว บางเรื่องราวของชีวิต

ก็พิสูจน์ให้ฉันได้เข้าใจตัวเองได้ถ่องแท้

ว่าฉัน อ่อนแอ กับทุก ๆ เรื่องจริง ๆ

...

แต่สิ่งที่พอช่วยพยุงจิตใจให้ฉันได้บ้าง

ก็คงหนีไม่พ้น สิ่ง สร้่างกำลังใจ ที่ไม่มีชีวิต

ก็คือ "หนังสือ"

ฉันอ่านหนังสือ เพื่อทำความเข้าใจกับตัวเอง

เพื่อหยุดคิด และเพ่งมองกลับมาที่ตัวเอง

หนังสือบางเล่ม

ที่สุดก็ทำให้ฉันไ้ด้ตระหนักว่า

ความทุกข์ที่ผ่านเข้ามา

สุดท้ายแล้ว ก็จะผ่านเราไป

แต่ทิ้งบททดสอบนั้นไว้ให้เราแก้ไขเอาเอง

ถ้ามีสติพอ ความทุกข์ก็จะไม่อยู่กับเรานาน

แต่ถ้าเราคุ้มคลั่ง และจมดิ่ง ไม่ยอมลุกขึ้นหาทางออกของทุกข์นั้น

เราก็คงไม่มวันหลุดพ้นจากห้วงทุกข์

....

ฉันหยิบหนังสือสองเล่มมาเปิดอ่านอย่างตั้งใจ

และได้อะไรกลับมามากมาย

เล่มหนึ่ง เป็นของผู้หญิงเก่ง หัวใจแกร่ง

"รองศาสตราจารย์ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์"

หนังสือชื่อ "สร้างสุข จากใจ"


""

เป็นหนังสือดี ๆ เล่มหนึ่ง ที่ช่วยให้เราได้เปลี่ยนมุมคิด

เปลี่ยนมุมมอง

เป็นหนังสือที่สื่อคำพูด สื่อความคิดจากภาพที่เราเห็น

ภาพบางภาพ สิ่งของบางสิ่ง ถ้าเราคิดในมุมกลับดูบ้าง

ความคิด ความรู้สึกเราก็จะเปลี่ยนตาม

เปลี่ยนไปในแง่งาม แง่ที่ดี

และเมื่อเราคิดว่ามันดี จิตใจเราก็เป็นสุข

...........

ส่วนอีกเล่ม ที่ฉันหยิบมาพร้อมกัน

เป็นหนังสือชื่อ "สร้างความหวัง สร้างกำลังใจ"

ของ "ปิ่นปรัชญ์"

"ตราบใดที่ชีวิตยังมีความหวัง ..

เท่ากับว่าเรายังมีกำลังใจ

หากยังมีกำลังใจ ความหวังก็อยู่ไม่ไกล"

..

นี่เป็นถ้อยคำในหน้าแรก ๆ ที่ได้อ่าน

ซึ่งก็ทำให้ฉันต้องตั้งใจอ่านหน้าถัด ๆ ไปจนจบเล่ม

....

ในวันที่ความรู้สึกมันบอกตัวฉันเองว่า

กำลัง down ลงเต็มที่นั้น

จนถึงขั้นจะตัดสินใจลาออกจากงาน ณ บัดนั้น

หนังสือสองเล่มนี้....

เป็นส่วนหนึ่ง ที่ช่วยพยุง ความรู้สึกของฉันไว้

แต่กลับมาตั้งรับกับความคิด

เพื่อนคนหนึ่งบอกฉันหลังจากที่ฉันเล่าให้เขาฟัง

ถึงเรื่องราวที่เกิด เพื่อนบอกว่า

คนที่คิดจะลาออกจากงาน ด้วยอารมณ์ขุ่นมัวบางอย่างในจิตใจ

ก็คล้าย ๆ คนที่คิดจะฆ่าตัวตาย (แต่สุดท้ายก็คิดได้นั้นแหละ)

มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น

...

ตั้งรับกับตัวเองได้ อย่างมีสติ

เดี๋ยวเรื่องราวทุกข์เศร้าเหล่านั้น ก็จะผ่านพ้นไป

.....

ขอบคุณหนังสือสองเล่มนี้

ที่อยู่เป็นเพื่อน ในวันที่ฉัน อยากขังตัวเองเงียบ ๆ

 

 

 

 

edit @ 31 Mar 2008 03:17:04 by The little black princess

Passion cafe'

posted on 24 Mar 2008 01:14 by september29  in book

 


 

ฉันรักความรัก

แต่เกลียดความเป็นมนุษย์

ฉันคิดว่าความรักทีจริงแท้เป็นความสุนทรีย์

เป็นความลึกซึ้ง เป็นความงามที่เหนือความงามทั้งปวง

เป็นความสวยงามที่สุด เท่าที่มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้จะมีโอกาสได้สัมผัสมัน

อย่างเท่าเทียมกัน

..

แต่คงมีมนุษย์ไม่มากนักที่มีโอกาสได้สัมผัสมันอย่างแท้จริง

และในจำนวนน้อยนั้น ก็คงมีไม่มากนัำำก

ที่สามารถเก็บความงามของมันเอาไว้กับตัวได้ตลอดกาล

..

มนุษย์มีความเสื่อมทราม ความชุ่ย มีความเห็นแก่ตัว

รักแท้จริงที่เคยลึกซึ้งดื่มด่ำ ก็มักจะถูกปล่อยปละละเลย

กลายเป็นความจืดชืดซังกะตาย

ร้ายกว่านั้นก็คือ ปล่อยให้ความรักจืดจาง กลายเป็นความเลวร้าย

เป็นความเกลียดชัง ขนาดฆ่าคนที่ตัวเองเคยรักก็เห็นมีอยู่บ่อย ๆ

..

ฉันรักความรัก..แต่ฉันคิดว่ามนุษย์ไม่เคยดีพอสำหรับความรัก

นั่นเป็นเพราะมนุษย์ไม่เคยควบคุมสัญชาตญาณแห่งความชุ่ย

หรือความเห็นแก่ตัวของตนได้เลย

..

มนุษย์ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ใคร

มันหมายถึงตัวฉันเองด้วยเหมือนกัน

แล้วคุณล่ะว่าไง !!!

####

Passion cafe'

by : ปราย พันแสง

ฉันซื้อหนังสือเล่มนี้มาตั้งแต่ค่ำวันเสาร์

แต่ตั้งมันเอาไว้บนโต๊ะญี่ปุ่นในห้อง

ไม่มีเวลาจะหยิบมันออกมาจากถุงของร้านหนังสือ

วันอาทิตย์ใช้เวลาที่เกเรไม่ไปทำงาน

หลังจากกลับจากงานcommart

หยิบหนังสือออกมาเปิดอ่าน

แล้วทำ่ท่าว่าจะวางไม่ลง

แต่ก็ต้องวางลง เมื่ออ่านไปถึงหน้าที่ 20

เพราะหนังตามันหย่อนเต็มที

(และดูท่าว่าน้ำในตา ก็อยากออกมาดูโลกด้วยสิ)

....

ฉันขีดเส้นใต้ด้วยดินสอบาง ๆ เอาไว้

ตรงหน้าที่ 18

มันช่างโดนใจ และใช่ไปเสียทั้งหมด

แต่คุณปราย พันแสง เขียนอะไรออกมา่ีทีไร

มันก็โดน โดนไปถึงไหน ๆ ทุกที

..

หรือคุณว่าไง!!!

 


edit @ 24 Mar 2008 01:41:49 by The little black princess

 

1.พระคัมภีร์ไบเบิล

คือหนังสือที่คนชอบขโมยที่สุดและเป็นหนังสือ

ที่ขายดีที่สุดในโลกด้วย 

กินเนสบุคส์ประมาณไว้ว่าตั้งแต่มี ไบเบิลวางขาย

ในปี 2358 ไบเบิล ขายได้แล้วประมาณ 2.5 พันล้านเล่ม

และมีแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากถึง 2,233 ภาษา

..

เหตุที่ไบเบิล ติดอันดับหนึ่งของหนังสือที่ขโมยนิยม

คงเพราะมีไว้ให้ตามโรงแรมนั่นเอง และพวกลูกค้าของโรงแรม

ก็มักหยิบไบเบิลไป โดยมิได้บอกกล่าวพนักงานเสมอ ๆ

 

 

 

 

 

 

 แมงมุมเพื่อนรัก(Charlotte's web) เขียนโดย อี.บี.ไวต์

เป็นหนังสือเยาวชนปกอ่อนขายดีที่สุดนับตั้งแต่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี  2495  เป็นต้นมา

หนังสือเล่มนี้มีอายุกว่า 50 ปีแล้ว ยังไม่มีทีท่าจะเสื่อมความนิยมแต่อย่างใด

..

หนังสือเล่มนี้บอกเล่า มิตรภาพของหมูน้อยวิลเบอร์และแมงมุมชาร์ลอตต์

ในเล่มมีทั้งเรื่องของความรักและความซื่อสัตย์อัศจรรย์ ด้านมืดและด้านงดงามของชีวิต

คนเขียนได้แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี้ตอนไปอยู่ไร่ในรัฐเมน ประเทศสหรัฐอเมริกา

เขาเขียนเรื่องนี้ในวัย 51 ปี ในตอนนั้นไวต์เป็นนักเขียนที่ผู้คนรู้จักแล้ว

ตอนที่ไวต์ส่งต้นฉบับหนังสือให้ เออร์ซูลา นอร์ดสตรอม

บรรณาธิการสำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์  เขาบอกเธอว่าไม่ได้ทำสำเนาไว้

บรรณาธิการเกรงว่าต้นฉบับจะหาย จึงไม่กล้าเอากลับไปอ่านที่บ้าน

แต่อ่านรวดเดียวจบ ณ ที่ทำงาน เธอรู้ว่างานนี้เขียนดีมาก

และขอแก้ไขเพียงชื่อตอนสุดท้ายเท่านั้น เนื่องจากเห็นว่าบทจบ

ของหนังสือบอกเล่าชีวิตใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้น

...

ไวต์เขียนหนังสือเด็กทั้งหมด 3 เล่ม

เล่มแรกคือ Stuart  Little (2488)

เล่มสุดท้ายคือ The Trumpet of the Swan (2513)

..

ผู้ีที่อ่าน Charlotte's web มาแล้วไม่ว่าจะนานแค่ไหน

คงจำตอนแรกของหนังสือได้ดี

เฟิร์น อราเบิล ถามแม่ว่า "พ่อเขาขวานไปโรงนาทำไม"

เมื่อเฟิร์นทราบว่ามีลูกหมูน้อยเพิ่งเกิดอ่อนแอตัวหนึ่้งที่พ่อไม่อยากเอาไว้

 เธอรีบวิ่งไปโรงนา สะอึกสะอื้นกับบิดาว่า

ไม่ยุติธรรมเลยที่จะฆ่าลูกหมูเพียงเพราะมันเกิดมาตัวเล็ก

...

"ถ้าหนูเกิดมาตัวเล็กอย่างนี้  พ่อจะฆ่าหนูไหม"

Credit by : นิตยสารสารคดี หน้า 135

คนกับหนังสือ : โดย เฟย์ 

.. 

ฉันรู้จัก Charlott's web ครั้งแรกในห้องสมุดโรงเรียนตอนมัธยมต้น

สมัยที่ชอบไปช่วยอาจารย์ห้องสมุดจัดเก็บหนังสือเข้าชั้นเ็ก็บ ช่วงพักกลางวัน

เนื้อในหนังสือเป็นภาษาอังกฤษล้วน ๆ

เปิดอ่านและแปลเท่าที่จะแปลได้ แล้วเอามาประติดประต่อเอาเอง

จนเมื่อไม่นานที่Charlott's web ออกมาเป็นภาพยนต์

ฉันก็ไม่พลาดที่จะไปดู

จูงมือน้องสาวคนสุดท้องที่เพิ่งเรียนประถมต้นไปดูเป็นเพื่อน

น้องสาวชอบใจและมีความสุข

ฉันเองก็เหมือนได้กลับไปเป็นเด็ก

และนึกย้อนไปตอนหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน

ฉันมีความสุขจัง.... 

 

 

 

edit @ 15 Mar 2008 02:24:14 by The little black princess

 

"ตุ๊กตาไล่ฝน"

เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม

จาก Young Thai Artist Award

โดย มูลนิธิซิเมนต์ไทย

เป็นหนังสือดี ๆ อีกเล่ม ที่ฉันอ่านต่อจาก "ดั่งฝนโปรยไฟ"

ซึ่งได้รับรางวัลจากโครงการเดียวกันนี้

ซึ่งบอกได้ว่า แค่เริ่มอ่านหน้าแรก ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความรวดร้าวในดวงใจ

เป็นอีกเล่มที่ฉันบอกตัวเองว่า

ฉันคงอ่านไป ร้องไห้ไปเป็นแน่แท้

คำโปรยปกหน้า ต่อจากชื่อเรื่อง

เขาเขียนไว้ว่า

"เปียกปอนความปวดร้าว หนาวสั่นความเดียวดาย"

โอ....ตัวหนังสือแค่ไม่กี่ตัวอักษร

ก็สัมผัสได้ถึงความรวดร้าวที่คนเขียนต้องการสื่อแล้ว

เป็นอีกเล่มที่ฉันอยากแนะนำให้คนรักการอ่านได้อ่าน

แล้วจะรู้ว่า  ทำไม หนังสือบางเล่ม จากเรื่องราวบางเรื่อง

คนเขียน เขียนออกมาแล้ว ได้รับรางวัล

คำนิยม

"ตุ๊กตาไล่ฝน"

เป็นเรื่องราวเล็ก ๆ ที่ซ่อนปมอยู่ในหลืบลึกของแผ่นฟ้ามันมืดมัน

..

ชีวิตมนุษย์ในทุกวันนี้เหมือนถูกจัดวางอย่างไร้ระเบียบ

บ้างซุกตัวหลบซ่อนอยู่ในเงามืดของวันเวลา

บ้างหลบลี้อยู่กับความผันผวนของอารมณ์เร้นลึก

และบ้างก็ระเกระกะอยู่กับจิตสำนึกที่ขาดวิ่น

..

เกิดอะไรขึ้นก้บโลกที่มนุษย์กำลังอาศัยอยู่ เหตุเพราะความคิดของมนุษย์ชั่วร้าย

หรือเหตุเพราะโลกที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่นั้นโหดร้ายเอากับจิตวิญญาณของมนุษย์กันแน่

.

ผมถือเอาคำกล่าวข้างต้นเป็นข้อความเชิงปริศนาสำหรับการตีความและให้ข้อสรุป

แก่ชีวิตที่ผ่านนวนิยายของ "ศักดา  สาแก้ว" 

.....ตุ๊กตาไล่ฝน.....

นวนิยายที่ชี้ให้เห็นความเป็นชีวิตของเด็กน้อยที่ต้องตกอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว

ในครอบครัวและโลกอันสลับซับซ้อนท่ามกลางความยากจนและการทิ้งร้าง

จากผู้ให้กำเนิด  การเผชิญหน้ากับภาวะที่บีบกดจากปัจจัยแวดล้อมในทุกทิศทุกทาง

กลายเป็นความรู้สึกที่ชัดแจ้ง ซึ่งปรากฎขึ้นในความคิดด้วยความไม่แน่ใจเพียงครั้งเดียว

แต่หากกลับติดแน่นอยู่กับก้นบึ้งแห่งความทุกข์ของหัวใจเป็นเวลาเนิ่นนาน

..

"ตุ๊กตาไล่ฝน"  ถือเป็นนวนิยายเชิงสัญญะที่บอกกล่าวถึงนัยความหมายแห่งการต่อสู้

เพื่อความอยู่รอดด้านในให้หลุดพ้นจากการถูกกระหน่ำโบยตี

โดยวิกฤตแห่งวิกฤตของชีวิต ภาพสมมุติแห่งการคิดฝันทั้งหลายถูกเขียนขึ้นอย่างงดงาม

กระจ่างชัดและเข้าใจ ท่ามกลางเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างมืดดำและไร้ทางออก

ดูเหมือนจะไม่มีความหวังอะไรเหลืออยู่เลยจากเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

มันดำเนินไปบนวิถีแห่งความผิดบาปต่อเนื่องกันไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

..
อย่างไรก็ตาม  "ศักดา  สาแก้ว"  ก็ได้ใช้เชิงชั้นในการประพันธ์ผูกเรื่อง

และสร้างภาพให้ผู้อ่านมองเห็นภาษาสื่อสารที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของการดิ้นรน

การแสวงหาทางออกภายในจิตใจ

ตลอดจนการพรรณาให้เป็นบทสรุปอันเป็นปมแห่งทุกข์ในแต่ละช่วงตอน

ด้วยสำนวนภาษาที่สื่อถึงจินตภาพ  และการเล่นแสงเงาในมิติของศิลปะการแสดง

ทีแบ่งแยกความจริงออกจากมายาคติด้วยความสัมพันธ์

และวรรณกรรมเชิง "สุนทรียภาพ"  ที่เน้นให้เราได้เห็นว่า แม้ความทุกข์ในชีวิต

จะเป็นเรื่องอันแสนโศกเศร้า และภาวะแห่งการไร้ทางออกจะทำให้ชีวิตของมนุษย์

มาถึงจุดตีบตันสักเพียงใด แต่หากมุมมองของการสร้างสรรค์เป็นไปโดยเข้าใจมูลเหตุ

อันเป็นเบื้องลึกที่ซ่อนหลืบอยู่ในหัวใจทั้งหมด ภาพสะท้อนนั้นก็จะปรากฏออกมาได้

ด้วยสีสันอันชวนให้ใครครวญเสมอ

...
นี่คือนวนิยายเรื่องหนึ่งที่ฉีกออกไปจากความจำเจดั้งเดิมทั้งรูปแบบ เนื้อหา และวิธีของการนำเสนอ

มันอาจจะเปรียบได้กับภาพของแสงและเงาที่ตัดสลับให้เราได้เห็นกันอยู่ซ้ำ ๆ กัน

สีขาวดำที่เหลื่อมทับถูกแปลงให้กลายเป็นสีเทารองรับความทุกข์

และความสุขสอดสลับกันไปอย่างเป็นมิติ

บางขณะผมคิดว่าผมกำลังดูภาพยนต์เรื่องหนึ่งที่ส่งสัญญาณแห่งจังหวะและเวลาให้เข้ากัน

ได้อย่างผสมผสาน เป็นสื่อที่เคลื่อนไหวอยู่ในความเร้นลึกของความรู้สึกทีพร่ามัว

...

ทุกครั้งที่ผมได้อ่าน  "ตุ๊กตาไล่ฝน"  ผมมักจะค้นพบความงามในความหมายเชิงการประพันธ์

ที่ "ศักดา  สาแก้ว"  ได้สร้างขึ้น  ได้เห็นภาพลักษณ์ของความทุกข์ที่ถูกสื่อสารตีความออกมา

ด้วยจินตภาพอันบริสุทธิ์ ..ผมถือว่านี่คือจุดเด่นที่สุดในนวนิยายเรื่องนี้ที่ต้องอาศัย

ทักษะของผู้ประพันธ์เป็น "พลังความหมายอันยิ่งใหญ่"

....
"ไม่มีใครอยู่รอดได้บนหนทางแห่งสายธารแห่งจิตวิญญาณที่ซ่อนเร้น

มันเป็นเรื่องราวเล็ก ๆ ที่ซ่อนปมอยู่ในหลืบลึกของแผ่นฟ้าอันมืดมนที่มนุษย์เราทุกคน

ต้องเรียนรู้ถึงความหมายอันเป็นจุดจบของตนเองโดยลำพังเท่านั้น"

...

เหตุดังกล่าวนี้ "ตุ๊กตาไล่ฝน" จึงเกิดขึ้นเพื่อขจัดปัดเป่าความทุกข์ให้ออกไปจากหัวใจ

เพื่อขจัดความเศร้าของชีวิต ไม่ให้หลงเหลือไว้แม้เพียงจินตนาการหรือคราบไคลของหยาดน้ำตา

ผมปรารถนาให้ทุกท่านได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้เงียบ ๆ อ่านเพื่อการมองเห็นและได้สลับตรับฟัง

ปรากฏการณ์แห่งโลกและชีวิตผ่านความทุกข์เศร้าขมขื่น ไปสู่ความดีงามของจิตสำนึก

ผ่านครอบครัวที่แตกดับไปสู่โลกกว้างที่ไร้ทางออก  ทั้งหมดในสิ่งทั้งหมดจะค่อย ๆ

บอกกล่าวถึงวิถีแห่งความอยู่รอดในตัวตนของคนทุกคน

ให้ได้ประจักษ์ถึงสัจธรรมแห่งการดำรงอยู่และดำเนินไปทั้งในขณะนี้ และ ณ เบื้องหน้าอย่างแท้จริง

....

"เกิดอะไรขึ้นกับโลกที่มนุษย์กำลังมีชีวิตอยู่  .. เหตุเพราะความคิดของมนุษย์ชั่วร้าย หรือ

เหตุเพราะโลกที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่นั้นโหดร้ายเอากับจิตวิญญาณของมนุษย์กันแน่"

.... 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สกุล   บุณยทัต

มหาวิทยาลัยศิลปากร

 

 

edit @ 9 Mar 2008 06:58:26 by The little black princess

บางเล่ม บางส่วน (อีกครั้ง)

posted on 05 Mar 2008 03:38 by september29  in book

 

 

จำได้ว่าเคยลงหนังสือบางส่วนเหล่านี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง

เมื่อหลายเดือนก่อน

วันนี้หยิบบางเล่มมาอ่านอีกครั้ง

ก็ยังให้ความรู้สึก สุข สุข ได้เสมอ

ฉันเป็นคนอ่านหนังสือ มากกว่า  1 ครั้งต่อ 1 เล่ม

และทุกเล่มที่มีในชีวิตเป็นของรักของหวง

และหนังสือทุกเล่ม คงเป็นสิ่งเดียว

ที่ฉันสามารถหาความสุขได้

โดยไม่ต้องฝืนใจอะไรเลย

I love my book

วันนี้ฉันเดินเข้าไปในร้านหนังสือนานมีบุคส์

จุดประสงค์หลักเพื่อซื้อหนังสือเล่มหนึ่ง

ซึ่งเป็นเล่มที่ฉันเคยเปิดอ่านมาบ้างแล้ว

(แต่กลับกลายได้มา 2 เล่มไปซะงั้น) 

...

เมื่อเจอหนังสือ และตั้งใจเปิดอ่านอีกครั้ง

ฉันหามุมเล็ก ๆ ในร้านจมอยู่ตรงนั้น

แค่อ่านคำนำผู้เขียน

น้ำตาก็เริ่มก่อตัว

และไหลลงมาในที่สุด

"ดั่งฝนโปรยไฟ"

หนังสือที่ได้รับรางวัลดีเด่น จากการประกวด

"รางวัลศิลปะเพื่อเยาวชนไทย (Young Thai artist Award)

สาขาวรรณกรรม ประจำปี 2549

โดย "แรกรติกาล"

บัณฑิตจากรั้วลูกแม่โดม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์

ที่ปัจจุบันทำงานในองค์กรพัฒนาเอนชน (NGO) แห่งหนึ่ง

..

นับว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดาสำหรับนักเขียนหน้าใหม่

และมีรางวัลทีเป็นเกียรติ การันตีเอาไว้อย่างนี้

 ดั่งฝนโปรยไฟ

โดย  แรกรติกาล

 

 

คำนิยม

ตัวเอกในนิยาย ดั่งฝนโปรยไฟ  เป็นหญิงสาวที่จมกับความเ็จ็บปวดร้าวในอดีต

ทำให้เธอไม่ไว้ใจแม่ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการความรักจากแม่

เธอขมขื่นกลางความรู้สึกสองอย่าง เหมือนผีเสื้อบินกลางพายุ

แรกรติกาล นำผู้อ่านไปสำรวจใต้ท้องทะเลแห่งความเศร้าและความสับสนของหญิงสาว

เพื่อจะพบสิ่งล้ำค่าบางอย่างซึ่งสามารถทำให้ทุกคนมีความสุึข...

...

แม้โครงเรื่องเป็นเรื่องของปัจเจก แต่ผู้เขียนผสมเหตุการณ์ด้านสังคม การเมืองลงไป

ทำให้เรื่องมีน้ำหนักมากขึ้น คล้ายตัวเอกในนิยาย ดั่งฝนโปรยไฟ 

ขดตัวอยู่ในกล่องความปวดร้าวส่วนตัว  แต่กล่องทำด้วยกระจก  หญิงสาวยังเห็นความเป็นไป

ของโลกภายนอก รับรู้ปัญหาของคนอื่น ความเป็นไปของโลกภายนอกมีส่วนทำให้

หญิงสาวรู้วิธีออกจากกล่องความปวดร้าวส่วนตัว

..

ส่วนหนึ่งจาก คำนิยม โดย ทินกร  หุตางกูร

............................

........................... 

คำนำสำนักพิมพ์

ดั่งฝนโปรยไฟ   นวนิยายรางวัลดีเด่น  Young Thai aritist Award 2006 

โดยนักเขียนหญิง ผู้ใช้นามปากกาว่า แรกรติกาล  

นวนิยายเล่มแรกในชีวิตของเธอ  ได้ถ่ายทอดบอกกับเราว่า ไม่ว่าเราจะเป็นใคร

เราทุกคนล้วนเป็นผู้ถูกกระทำ และผู้กระทำ  มากบ้าง น้อยบ้าง

"มล" หญิงสาววัยยี่สิบสี่  ตกอยู่ในทั้งสองสถานะ 

เธอเป็นผู้หญิงที่สูญเสียคนสำคัญในชีวิต ผู้หญิงที่ต้อง "ฝืนทน" อยู่กับปัจจุบัน

ซึ่งถูกอดีตกลืนกิน ผู้หญิงที่มีความลับที่เป็นดั่งบาดแผลความทรงจำฝังลึกอยู่ในความรู้สึก

และเป็นผู้หญิงที่เป็นผู้กระทำสิ่งที่ยากจะได้รับการให้ "อภัย"

แต่ก็ยากที่จะให้ "อภัย" ในสิ่งที่เธอถูกกระทำ

ฟอนไฟในใจที่เผาไหม้ รุมร้อน ทำให้มลต้องปิดขังตัวเองและเว้นระยะห่างระหว่างเธอกับแม่เอาไว้

ไม่ว่าผลลัพท์แห่งการกระทำในอดีตจะเป็นเช่นไร ทั้้งสองฝ่ายต่างต้องเจ็บปวดพอกัน

วิธีใดจะเป็น "ดั่งฝนโปรยไฟ" ลืมเลือนเพื่อหลีกเร้นจากความจริง หรือจำ เพื่อเริ่มต้นใหม่

อยู่ที่ใจ จะรู้จักคำว่า "อภัย" หรือไม่

จาก ..นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์

....................................

.................................... 

คำนำผู้เขียน

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ฉันกังขาการให้อภัย จนกระหายจะได้ค้นลึกลงไปในมัน  

ทั้งรูปร่างหน้าตา? ทั้งหนทางไปสู่? มายาการเคลือบฉาบมันไว้?

รู้แต่ว่านานเท่านาน อย่างเงียบเชียบ ที่ฉันเฝ้ามองการให้ "อภัย" ของตัวเอง

และผู้คนรอบตัว  กระทั่งวันหนึ่งจึงได้ไปถึง ณ ที่ซึ่งฝนเริ่มโปรยสาลงบนกองเพลิงสีแดง

ตรงนั้นสูงขึ้นไปเบื้องบน ได้ปรากฏก้อนเมฆ สีเทาทะมึน

กระจายตัวห่มคลุมอยู่ทั่วทั้งฝืนฟ้า ที่กำลังส่งเสียงคำราม

..

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ฉันเชื่อว่าการให้อภัยมีอยู่จริง และทุกสรรพสิ่งที่พลั้งผิดสมควรได้รับมัน

อาจเริ่มต้นจากชั้นเรียนเล็ก ๆ ที่ว่าด้วยความรุนแรง

และการไม่ใช้ความรุนแรงเมื่อหลายปีก่อน...หรือ เมื่อ..ช่างเถอะ เพราะเวลานี้มันสำคัญตรงที่ฉัน

ได้ถ่ายทอดสิ่งนี้..มาสู่การรับรู้ของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำแล้ว

..

เราแต่ละคนต่างเคยทำร้ายคนอื่น ทำร้ายตัวเอง และเคยถูกทำร้่าย เราแต่ละคนต่างเป็น

ผู้ถูกกระทำและผู้ลงมือ  เรื่องบางเรื่องช่างร้ายแรง บางเรื่องแสนเ็ล็กน้อย

บางครั้งอาจจงใจ แต่บางคราวก็เป็นเพียงเรื่องธรรมดา ๆ แต่จะบอกได้เสมอหรือว่า

การทำร้ายคนอื่น ผู้กระทำจะไม่รู้สึกรู้สา

..

เป็นไปได้ไหมเล่า ที่บาดแผลย่อมปรากฏไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด บางทีที่สำคัญกว่าการลงทัณฑ์

อาจคือการเลือกวิถีทางเยียวยาความเจ็บร้าว วิถีีใดเล่า ที่จะไม่สร้่างรอยกรีดรอยใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

..

การให้อภัยมีอยู่จริง และทุกสรรพสิ่งที่พลั้งผิดสมควรไ้ดัรับมัน

ฉันเลือกเชื่อในสิ่งนี้ แล้วคุณล่ะ เลือกอะไร

 

                                                                                         แรกรติกาล

                                                                                         18 ส.ค.50

                                                                                เช้าที่ฝนโปรยสายแผ่วเบา 

 

 

 แค่คำนิยม และคำนำ

อ่านเริ่มต้นแค่นี้  ฉันก็ไม่รีรอ ที่จะลงมือรีบอ่าน "ดั่งฝนโปรยไฟ" ให้จบในเร็ววัน

หนังสือดี ๆ ที่มีรางวัลการันตี อย่างนี้

ฉันจีงอยากแนะนำ ให้ทุกคนได้อ่าน และมีไว้เป็นหนังสือดี ในชั้นหนังสือของคุณ