"ตุ๊กตาไล่ฝน"

เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม

จาก Young Thai Artist Award

โดย มูลนิธิซิเมนต์ไทย

เป็นหนังสือดี ๆ อีกเล่ม ที่ฉันอ่านต่อจาก "ดั่งฝนโปรยไฟ"

ซึ่งได้รับรางวัลจากโครงการเดียวกันนี้

ซึ่งบอกได้ว่า แค่เริ่มอ่านหน้าแรก ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความรวดร้าวในดวงใจ

เป็นอีกเล่มที่ฉันบอกตัวเองว่า

ฉันคงอ่านไป ร้องไห้ไปเป็นแน่แท้

คำโปรยปกหน้า ต่อจากชื่อเรื่อง

เขาเขียนไว้ว่า

"เปียกปอนความปวดร้าว หนาวสั่นความเดียวดาย"

โอ....ตัวหนังสือแค่ไม่กี่ตัวอักษร

ก็สัมผัสได้ถึงความรวดร้าวที่คนเขียนต้องการสื่อแล้ว

เป็นอีกเล่มที่ฉันอยากแนะนำให้คนรักการอ่านได้อ่าน

แล้วจะรู้ว่า  ทำไม หนังสือบางเล่ม จากเรื่องราวบางเรื่อง

คนเขียน เขียนออกมาแล้ว ได้รับรางวัล

คำนิยม

"ตุ๊กตาไล่ฝน"

เป็นเรื่องราวเล็ก ๆ ที่ซ่อนปมอยู่ในหลืบลึกของแผ่นฟ้ามันมืดมัน

..

ชีวิตมนุษย์ในทุกวันนี้เหมือนถูกจัดวางอย่างไร้ระเบียบ

บ้างซุกตัวหลบซ่อนอยู่ในเงามืดของวันเวลา

บ้างหลบลี้อยู่กับความผันผวนของอารมณ์เร้นลึก

และบ้างก็ระเกระกะอยู่กับจิตสำนึกที่ขาดวิ่น

..

เกิดอะไรขึ้นก้บโลกที่มนุษย์กำลังอาศัยอยู่ เหตุเพราะความคิดของมนุษย์ชั่วร้าย

หรือเหตุเพราะโลกที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่นั้นโหดร้ายเอากับจิตวิญญาณของมนุษย์กันแน่

.

ผมถือเอาคำกล่าวข้างต้นเป็นข้อความเชิงปริศนาสำหรับการตีความและให้ข้อสรุป

แก่ชีวิตที่ผ่านนวนิยายของ "ศักดา  สาแก้ว" 

.....ตุ๊กตาไล่ฝน.....

นวนิยายที่ชี้ให้เห็นความเป็นชีวิตของเด็กน้อยที่ต้องตกอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว

ในครอบครัวและโลกอันสลับซับซ้อนท่ามกลางความยากจนและการทิ้งร้าง

จากผู้ให้กำเนิด  การเผชิญหน้ากับภาวะที่บีบกดจากปัจจัยแวดล้อมในทุกทิศทุกทาง

กลายเป็นความรู้สึกที่ชัดแจ้ง ซึ่งปรากฎขึ้นในความคิดด้วยความไม่แน่ใจเพียงครั้งเดียว

แต่หากกลับติดแน่นอยู่กับก้นบึ้งแห่งความทุกข์ของหัวใจเป็นเวลาเนิ่นนาน

..

"ตุ๊กตาไล่ฝน"  ถือเป็นนวนิยายเชิงสัญญะที่บอกกล่าวถึงนัยความหมายแห่งการต่อสู้

เพื่อความอยู่รอดด้านในให้หลุดพ้นจากการถูกกระหน่ำโบยตี

โดยวิกฤตแห่งวิกฤตของชีวิต ภาพสมมุติแห่งการคิดฝันทั้งหลายถูกเขียนขึ้นอย่างงดงาม

กระจ่างชัดและเข้าใจ ท่ามกลางเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างมืดดำและไร้ทางออก

ดูเหมือนจะไม่มีความหวังอะไรเหลืออยู่เลยจากเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

มันดำเนินไปบนวิถีแห่งความผิดบาปต่อเนื่องกันไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

..
อย่างไรก็ตาม  "ศักดา  สาแก้ว"  ก็ได้ใช้เชิงชั้นในการประพันธ์ผูกเรื่อง

และสร้างภาพให้ผู้อ่านมองเห็นภาษาสื่อสารที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของการดิ้นรน

การแสวงหาทางออกภายในจิตใจ

ตลอดจนการพรรณาให้เป็นบทสรุปอันเป็นปมแห่งทุกข์ในแต่ละช่วงตอน

ด้วยสำนวนภาษาที่สื่อถึงจินตภาพ  และการเล่นแสงเงาในมิติของศิลปะการแสดง

ทีแบ่งแยกความจริงออกจากมายาคติด้วยความสัมพันธ์

และวรรณกรรมเชิง "สุนทรียภาพ"  ที่เน้นให้เราได้เห็นว่า แม้ความทุกข์ในชีวิต

จะเป็นเรื่องอันแสนโศกเศร้า และภาวะแห่งการไร้ทางออกจะทำให้ชีวิตของมนุษย์

มาถึงจุดตีบตันสักเพียงใด แต่หากมุมมองของการสร้างสรรค์เป็นไปโดยเข้าใจมูลเหตุ

อันเป็นเบื้องลึกที่ซ่อนหลืบอยู่ในหัวใจทั้งหมด ภาพสะท้อนนั้นก็จะปรากฏออกมาได้

ด้วยสีสันอันชวนให้ใครครวญเสมอ

...
นี่คือนวนิยายเรื่องหนึ่งที่ฉีกออกไปจากความจำเจดั้งเดิมทั้งรูปแบบ เนื้อหา และวิธีของการนำเสนอ

มันอาจจะเปรียบได้กับภาพของแสงและเงาที่ตัดสลับให้เราได้เห็นกันอยู่ซ้ำ ๆ กัน

สีขาวดำที่เหลื่อมทับถูกแปลงให้กลายเป็นสีเทารองรับความทุกข์

และความสุขสอดสลับกันไปอย่างเป็นมิติ

บางขณะผมคิดว่าผมกำลังดูภาพยนต์เรื่องหนึ่งที่ส่งสัญญาณแห่งจังหวะและเวลาให้เข้ากัน

ได้อย่างผสมผสาน เป็นสื่อที่เคลื่อนไหวอยู่ในความเร้นลึกของความรู้สึกทีพร่ามัว

...

ทุกครั้งที่ผมได้อ่าน  "ตุ๊กตาไล่ฝน"  ผมมักจะค้นพบความงามในความหมายเชิงการประพันธ์

ที่ "ศักดา  สาแก้ว"  ได้สร้างขึ้น  ได้เห็นภาพลักษณ์ของความทุกข์ที่ถูกสื่อสารตีความออกมา

ด้วยจินตภาพอันบริสุทธิ์ ..ผมถือว่านี่คือจุดเด่นที่สุดในนวนิยายเรื่องนี้ที่ต้องอาศัย

ทักษะของผู้ประพันธ์เป็น "พลังความหมายอันยิ่งใหญ่"

....
"ไม่มีใครอยู่รอดได้บนหนทางแห่งสายธารแห่งจิตวิญญาณที่ซ่อนเร้น

มันเป็นเรื่องราวเล็ก ๆ ที่ซ่อนปมอยู่ในหลืบลึกของแผ่นฟ้าอันมืดมนที่มนุษย์เราทุกคน

ต้องเรียนรู้ถึงความหมายอันเป็นจุดจบของตนเองโดยลำพังเท่านั้น"

...

เหตุดังกล่าวนี้ "ตุ๊กตาไล่ฝน" จึงเกิดขึ้นเพื่อขจัดปัดเป่าความทุกข์ให้ออกไปจากหัวใจ

เพื่อขจัดความเศร้าของชีวิต ไม่ให้หลงเหลือไว้แม้เพียงจินตนาการหรือคราบไคลของหยาดน้ำตา

ผมปรารถนาให้ทุกท่านได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้เงียบ ๆ อ่านเพื่อการมองเห็นและได้สลับตรับฟัง

ปรากฏการณ์แห่งโลกและชีวิตผ่านความทุกข์เศร้าขมขื่น ไปสู่ความดีงามของจิตสำนึก

ผ่านครอบครัวที่แตกดับไปสู่โลกกว้างที่ไร้ทางออก  ทั้งหมดในสิ่งทั้งหมดจะค่อย ๆ

บอกกล่าวถึงวิถีแห่งความอยู่รอดในตัวตนของคนทุกคน

ให้ได้ประจักษ์ถึงสัจธรรมแห่งการดำรงอยู่และดำเนินไปทั้งในขณะนี้ และ ณ เบื้องหน้าอย่างแท้จริง

....

"เกิดอะไรขึ้นกับโลกที่มนุษย์กำลังมีชีวิตอยู่  .. เหตุเพราะความคิดของมนุษย์ชั่วร้าย หรือ

เหตุเพราะโลกที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่นั้นโหดร้ายเอากับจิตวิญญาณของมนุษย์กันแน่"

.... 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สกุล   บุณยทัต

มหาวิทยาลัยศิลปากร

 

 

edit @ 9 Mar 2008 06:58:26 by The little black princess

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

surprised smile

มันจะไม่เศร้าเกินไป ที่จะอ่านหรือ ?​,,
จริงๆแล้ว ,, โลกก็โหดร้ายอยู่แล้ว ,, เท่าที่เห็นอยู่ทุกวัน ,,
,,
แต่ในเมื่อคุณ ก็ การันตี ว่า นี่เป็นหนังสือที่ดี ,,
งั้นผมก็จะไปลองหามาอ่านดู ,,
,,

ปล. เล่มที่แล้วก็เหมือนคุณ จะแนะนำหนังสือเศร้า นะ ,,

#1 By indy : letterbox on 2008-03-09 07:57

อืม.. หนังสือเศร้าสะท้อนสังคมอีกแล้วหรือครับ ท่าจะชอบแนวนี้นะฮะ ^^'

#2 By White Paladin on 2008-03-09 11:26

หนังสือดีๆอีกเล่มเลยนะครับ

ต้องไปหามาสะสมไว้แล้วนะครับ

ผมค่อยข้างชอบแนวนี้ด้วยน่ะซิครับconfused smile

#3 By -:- M@O -:- on 2008-03-09 12:00

อย่างที่คุณ littlebox บอก "มันจะไม่เศร้าเกินไปหรือที่จะอ่าน โลกก็โหดร้ายอยู่แล้ว" ผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง

แต่นอกเหนือจากความเศร้าที่ใส่ไป ผมเองอยากจะสะท้อนปัญหาสังคม ในหน่วยของครอบครัวให้ได้รู้กัน อยากให้คนที่อ่านเก็บไปคิดต่อ ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้

ขอบคุณครับที่อ่านหนังสือผม เล่มแรกครับ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ณ ที่ด้วย และ ฝาก นิยายเรื่องราตรีด้วยที่ ได้รางวัลดีเด่น ยังไทย 2007 เศร้าเหมือนกัน

#4 By ศักดา สาแก้ว on 2008-03-09 13:53

น่าสนใจนะครับ ชอบเเนวสะท้อนสังคมอยู่เเล้ว ไว้จะรอหามาอ่านดูbig smile

#5 By SHIKAK on 2008-03-10 02:42

พักหลังเนี่ย ไม่ค่อยได้อ่านวรรณกรรมไทยเท่าไหร่
มีความรู้สึกว่า สมาธิไม่ดีพอ

จริง ๆ แล้ว ระยะหลัง อ่านหนังสือน้อยลงมาก ๆ
เหมือนมีเรื่องอื่น มาแบ่งเวลาไป (เน็ท เนี่ยแหละ เยอะสุด)

ล่าสุดไปเสม็ดมา ฝนตก เลยอ่านหนังสือได้เยอะ
เพิ่งอ่าน วรรณกรรมญี่ปุ่น เรื่อง แดนสวรรค์ จบไป
สนุก ดีค่ะ

big smile
ไปบลอกคุณศักดามาค่ะ เป็นรูปที่ชวนให้สะเทือนใจมาก
แวะมาเยี่ยมเหมือนกัน คุณอ่านหนังสือหลากแนวจริงๆ หนังสือของศักดา เรากำลังอ่านเหมือนกัน เห็นใครต่อใคร โดยเฉพาะกรรมการตัดสินอย่างอาจารย์เนาวรัตน์ อาจารย์ตรีศิลป์ ชมนักหนาเลย
เข้าขั้นเทพแน่นอน ไม่ผิดหวังแน่ๆ.... confused smile

#8 By beautiful_sad on 2008-03-11 06:55

ต้องไปหามาอ่านบ้างแล้วค่ะ

big smile

#9 By rinn on 2008-03-11 08:06


เพียงแค่คำนิยม ..
มันก็สะดุดในความรู้สึกอยู่ลึกๆ บอกไม่ถูก
แล้วจะแวะไปหามาอ่าน



ปล.เราคงเจอะเจอกันในblogคุณนนทยามากไปหน่อย
เลยสับสนมั้งคะ ... big smile

#10 By i n s i d e m e* on 2008-03-11 09:20

สวัสดีค่ะ..ยินดีที่ได้รู้จักนะค่ะ...
ตามชื่อคุณมาอ่าน บล็อค..ก็เลยได้คำตอบว่านอกจากฉันเองก็ชอบภาพ " ปีกๆ" แบบคุณแล้ว เรายังชอบอ่านหนังสือเหมือนคุณด้วยค่ะ..และหลายเล่มที่คุณแนะนำเราเองยังไม่เคยอ่านเลยค่ะ..พอดีเลยค่ะสัปดาห์นี้ว่างพอดี น่าจะได้ไอเดียในการลิสต์รายชื่อหนังสือที่จะไปซื้อเพิ่มขึ้นนะค่ะเนี๊ยะ.......
ปล**ยินดีที่ได้รู้จักจริงๆค่ะ...big smile

#11 By butterflyheart on 2008-03-11 23:10

good book


ใจจริง
ก็แค่จะแวะมาบอกว่า
เรา เกิด september21
เราจึงชอบชื่อ address ของคุณจัง

#13 By i n s i d e m e* on 2008-03-14 09:29

โอ้โห หนังสือดีๆ น่าอ่านเพียบเลย
แบบนี้ต้องมาหาหนังสืออ่านที่นี่บ่อยๆซะแล้ว big smile

#14 By ill doll on 2008-03-14 14:18

กว่าจะได้เข้ามาหาหนังสืออ่านก็นานโข ฝึกงานค่ะเหนื่อยมากมาย หนังสือเล่มนี้ บีเขียนลงบล็อกนิดเดียว คนเขียนเค้าแวะมาบอกว่า (คาดว่าคงใช่ คงไม่ได้โดนอำ) บอกว่า อ่านแล้วให้เอามาด้วย

แต่ ณ วันนี้ยังอ่านไม่จบเลย มันเศร้าเกินน่ะพี่ ไม่กล้าอ่าน สงสารจับจิต

เดี่ยวอ่านจบจะเอามาลงอีกทีค่ะ

คิดถึงพี่นิวเน้อ ความสุขของกะทิ เจอที่ร้านหนังสือ (จะเจอที่ร้านซ่อมรถมั๊ง) พิมพ์ไปครั้งที่สี่สิบเท่าไหร่แล้วนี่แหละ

น้องต้องซื้อให้ได้ แต่เกบตังค์ก่อน ช่วงนี้มีแต่รายจ่าย 555+ แต่นู๋ต้องได้อ่าน!!!

ปล.ตุ๊กตาไล่ฝน ไล่ความสุขจากน้องไปชั่วคราว เศร้าเกิ๊นนนน

#15 By ::..BeinG..*3*..BloG..:: on 2008-03-17 21:26